การลงทุน
Money

ประกันชีวิตบุตร

ประกันชีวิตบุตร สำคัญแค่ไหน พ่อแม่ควรรู้ไว้ เลือกซื้อแบบไหน อุ่นใจมากกว่า

ภาพโดย PublicDomainPictures จาก Pixabay

       ในการทำประกันชีวิตบุตร พ่อแม่ต้องเลือกให้ดี เพราะมีให้เลือกมากมาย อีกทั้งกรมธรรม์ประกันชีวิตสำหรับเด็กมีเบี้ยประกันที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถปกป้องและดูแลตัวเองได้ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายได้ง่าย ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไหร่เบี้ยประกันก็ยิ่งสูง ทำให้บริษัทมีการกำหนดช่วงอายุของเด็ก ว่าอายุเท่าไหร่จึงจะสามารถทำได้ แต่บางบริษัทก็ให้ทำได้ตั้งแต่แรกเกิดได้ 1 วัน เลยก็มี ฉะนั้นพ่อแม่จึงต้องศึกษากรมธรรม์ให้ดีก่อนทำ

เลือกซื้อประกันชีวิตบุตร แบบคุ้มค่า ควรพิจารณาอะไรบ้าง

       พ่อแม่หลายคนอยากทำประกันชีวิตบุตร แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกทำประกันให้ลูกของอะไรดี เพราะเงื่อนไขของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ผลประโยชน์ที่ได้รับก็แตกต่างกัน ฉะนั้นเรามาดูกันว่าเราควรเลือกซื้อประกันบุตรแบบไหน จึงจะคุ้มค่าและได้ผลประโยชน์สูงสุด

ภาพโดย Stephanie Pratt จาก Pixabay

ข้อควรพิจารณาเบื้องต้นในการซื้อประกันบุตร

  • บริษัท เลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ มั่นคง และมีชื่อเสียงพอสมควร
  • รูปแบบของประกัน สามารถเลือกได้ตามความต้องการ
  • วงเงินในการชำระเบี้ยประกัน โดยให้เลือกตามความสามารถที่คุณจะจ่ายไหวในแต่ละเดือน
  • วิธีการชำระเบี้ยประกัน โดยบริษัทจะกำหนดมาให้เลือก เช่น รายเดือน รายสามเดือน รายหกเดือน หรือรายปี
  • ช่องทางในการชำระ สามารถเลือกช่องทางตามที่เราสะดวกได้เลย
  • โรงพยาบาลที่รองรับการรักษาหรือโรงพยาลในเครือข่าย ซึ่งแต่ละบริษัทจะแตกต่างกัน
  • ความสะดวก รวดเร็วในการเข้ารับบริการ
  • บริการหลังการขาย แต่ละบริษัทแต่กต่างกัน
ภาพโดย Esi Grünhagen จาก Pixabay

     โดยส่วนมากแล้วการทำประกันในเด็กมักจะเป็นการทำประกันด้านสุขภาพ ซึ่งจะมุ่งเน้นทางด้านการเคลม การเบิกจ่าย และความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ ซึ่งพ่อแม่สามารถเลือกได้จากข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้

  1. เงื่อนไขการตรวจสุขภาพ ขึ้นอยู่กับแบบประกันความคุ้มครองที่ซื้อ ยิ่งซื้อในแบบที่มีเบี้ยประกันสูง อาจมีโอกาสสูงที่จะต้องตรวจสุขภาพ แต่ก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เราต้องการเลือกที่จะทำด้วย
  2. ความคุ้มครองของโรค เมื่อลูกเกิดเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล พ่อแม่จะต้องศึกษารายละเอียดในการเบิกจ่ายของแต่ละโรคอย่างรอบคอบ เพราะถึงแม้ว่าจะมีการคุ้มครองที่ครอบคลุม แต่จำจวนเงินที่เบิกจ่ายของแต่ละโรคแตกต่างกัน
  3. ค่ารักษาพยาบาลและค่าห้องพัก เบี้ยประกันที่แตกต่างกัน การบริการดูแลก็จะแตกต่างตามไปด้วย เช่น ค่าอาหาร ค่าห้อง ค่ารักษาพยาล เป็นต้น
  4. ความคุ้มครอง ค่ารักษาต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับวงเงินที่คุณเลือก และมีบางกรณีที่ไม่สามารถเบิกได้ เช่น การเจ็บป่วยของโรคที่เป็นมาก่อนการทำสัญญาซื้อประกัน
  5. บริการหลังการขาย เป็นอีกเรื่องที่สำคัญเพราะเป็นสิทธิพิเศษที่คุณจะได้รับ เช่น การบริการตรวจสุขภาพ ของขวัญวันเกิด gift vouchers ทริปท่องเที่ยว  และอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับบริษัทเป็นผู้จัดให้